koy b_d's profile彡(◕‿◕✿)E v i L m i N d E...PhotosBlogListsMore Tools Help
No list items have been added yet.

koy b_d naruk o_o

Questions I've Answered

This user currently is not registered with Windows Live QnA account. Click here to learn more and get started.
star  
Photo 1 of 92
July 12

108 วิธีเพื่อหลีกเลี่ยงการฆ่าสัตว์

ก่อนอื่นต้องบอกก่องว่าทุกวิธีนี้ข้าพเจ้าได้ทำมาหมดแล้วเนื่องจากข้าพเจ้าไม่ต้องการฆ่าโดนโดนตัวมัน รึจับตัวมันแต่อย่างใด ข้าพเจ้าจึงจัดการกับมันโดย

1 แมลงสาบ ได้ยินชื่อก็น่าจะไม่มีใครอยากจับใช่มะ ข้าพเจ้าเห็นมันเดินฝ่าน วู้ว อยู่คนเดียวด้วยน่ากลัวสุดๆ เลยเดินไปหาแก้วมาแล้วก็ครอบมันเอาไว้เพื่อมันจะได้ไม่ออกเดินไปมาให้ข้าพเจ้าตกใจ รอจนก่าจะมีคนมาปล่อยมัน 555

2 แมงมุม อันนี้ตัวใหญ่ๆ หน่อยนะ ข้าพเจ้าใช้วิธีเดี่ยวกะแมลงสาบแต่มันตัวใหญ่ก่าเลยเปลี่ยนจากแก้วเป็น ฝ่าครอบ CD แทน แต่มันไม่อึดเท่าแมลงสาบมันเลยสิ้นใจตายแค่ใน 1วัน แต่ถ้าเป็นแมงมุมตัวเล็กๆ บางๆ ก็เอาน้ำฉีดลงท่อไปมันก็คงตายเช่นกัน แล้วคงไปเกิดใหม่เป็นแมงมุมน้ำ เหอๆ

3 ลูกตะขาบ สัตว์ตัวนี้ไม่ว่าจะลูก หรือรุ่นใหญ่ก็น่ากลัวไม่แพ้กัน พอดีเห็นมันนิ่งๆ จะเอาแก้มาครอบมันตัวเล็กเกินไปอาจจะหนีได้รวดเร็วเลยเอากาวตราช้างหยดๆๆ ไว้ ตอนหยดมันไม่เลื่อนไปไหนตอนแรกก็แอบคิดว่ามันจะรู้ตัวเป่าหว๊ะว่าเป็ฯกาว เพราะว่าตรวช้างติดแล้วมันจะยังไม่แห้งเลยในทันที ลองหยด1ครั้งแล้วเตรียมหนี แต่มันก็ไม่กระดิ๊กเลยคิดว่าน่าจะได้ผลก็เลยหยดไว้ทั่วตัวมันเลยก็คงไม่มีสิ่งใดมาช่วยมันได้ ก็คงแข็งตายไปในที่สุด สภาพศพสมบูรณ์ หึหึ แต่หากเป็นตะขาบตัวใหญ่ยังไม่เคยใช้กาวตราช้างนะ ตัวใหญ่นี้ วิ่งไปเรียก คนมาช่วยจับ 1 คน แล้วจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมคือ 1 ขวดแก้ว 2 ไม้ยาว > 50 cm ต้องใช้ความรวดเร็วในการหาอุปกรณ์หน่อยนะ ไม่งั้นมันจะหนีไป แล้ว 1 ในสองคนต้องแบ่งหน้าที่กัน คือ 1 คนเอาไม้ที่หามากดหัวมันเอาไว้ คือถ้าไม่รู้ว่าหัวมันอยู่ไหนก็เอาทางที่มีหนวด กดถัดจากหัวออกมาประมาณ 2 นิ้วไม่บรรทัดนะ(ไม่ต้องวัดจริงละเอาประมาณ) แล้วอีก 1 คนก็ปากขวดพยายามใส่หัวมันเข้าไป พอหัวมันเข้าแล้วก็ปล่อยไม้ออกมันก็จะเข้าไปอยู่ในขวดอัตโนมัติ(คนกดหัวควรกดให้แน่นๆ เพราะว่ามันจะดิ้น) แล้วหาอะไรมาปิดฝาขวดแล้วนำไปตากแดด ไม่เกิน 1วันมันก็ตายไปในที่สุด

4 การฆ่ามด มดนี้ตัวเล็กมากๆ แล้วก็ฆ่าเท่าไรก็ไม่หมดสักที เราจึกต้องทำการลูบหลังแล้วตบหัว คือ ทำการเทน้ำตาลให้มันกินให้อิ่มก่องอาจจะผสมน้ำให้เหนี่ยวๆ ก็ดี จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เอาน้ำยาล้างห้องน้ำเทราดลงไปแต่หากไม่มีน้ำยาล้างห้องน้ำก็เอาผงซักฟอกผสมน้ำ แล้วเทได้ผลเหมือนกานกรณีนี้ควรทามในห้องน้ำจะได้ล้างได้สะดวก แล้วถ้ามันยังไม่หมดอีก พยายามหาท้างเค้าแล้วเอาผงซักฟอกหรืออะไรก็ได้ที่มีกลิ่นฉุน โรยทิ้งไว้บริเวณที่มันขึ้นมา ข้อแนะนำ ไม่ควรใช้ที่ขีดมดเพราะว่าเดี่ยวนี้มันไม่สนใจแล้วมันสามารถป้องกันตัวเองจากสิ่งนั้นได้แล้ว

หากมันไม่มารบกวนข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็ไม่ทามเยี่ยงนั้น โหสิด้วยน้าเจ้าสัตว์ทั้งหลาย

July 04

L-O-V-E

L-O-V-E

L is for the way you look at me
O is for the only one I see
V is very, very extraordinary
E is even more than anyone that you adore can

Love is all that I can give to you
Love is more than just a game for two
Two in love can make it
Take my heart and please don't break it
Love was made for me and you

L is for the way you look at me
O is for the only one I see
V is very, very extraordinary
E is even more than anyone that you adore can

Love is all that I can give to you
Love is more than just a game for two
Two in love can make it
Take my heart and please don't break it
Love was made for me and you
Love was made for me and you
Love was made for me and you
 
หามานานเนื้อเพลงเพลงนี้ อิอิได้ซะที
June 29

ความรักก็เหมือน "ตด"

ความรักก็เหมือนตด มักจะแอบเก็บเงียบไว้เมื่ออัดอั้นจนทนไม่ไหวก็ได้แต่เปิดเผยออกมาเงียบๆ
ความรักก็เหมือนตด ที่หากเผลอเสียงดังออกไปอาจจะเป็นเรื่องตลกสำหรับคนอื่นแต่มันก็ทำให้เราสบายใจที่ได้ระบายมันออกไป
ความรักก็เหมือนตด ถึงแม้กลิ่นจะจางหาย แต่ก็ยังจำอยู่ในใจมิลืมเลือน
ความรักก็เหมือนตด มีแต่คนที่เราต้องการให้รับรู้เท่านั้นถึงจะได้มันไปเต็มๆ(คนที่อยู่ข้างหลังไง) คนที่เหลือรอบๆก็ได้เพียงเศษความรักยามเหงาเราไปเท่านั้น(ก็แค่กิ๊กเอาไรมาก)
ความรักก็เหมือนตด แม้กลิ่นจะแรงซักแค่ไหนซักวันกลิ่นมันก็ต้องจางหาย แต่ยังเหลือบาดแผลในใจของผู้ที่ได้ดมและผู้ปล่อยมันออกมาตลอดไป...
ความรักก็เหมือนตด ถึงแม้จะอยู่ต่อหน้าคนคุ้นเคย(เพื่อนสนิท)ก็ยังไม่กล้าปล่อยมันออกมาเต็มแรงซักที
ความรักก็เหมือนตด ตดที่แท้จริงย่อมออกมาจากตรูด.. ไม่ใช่จากปาก ความรักที่แท้จริงก็ย่อมออกมาจากใจมิใช่คำพูด
ความรักก็เหมือนตด ยากที่จะยอมรับต่อหน้าคนอื่นว่าเป็นคนตดเท่าๆกับยากที่จะรับว่าดมมันเข้าไปเต็มปอด
ความรักก็เหมือนตด แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่คุณก็รู้..ว่ามีอยู่จริง....
June 08

เหตุผล ที่ไม่มีเมีย

หาเมีย:  ต้นทุนระหว่างจีบ = 100,000 up
ต้นทุน ดาวน์ = 300,000 บาท up
ค่าที่อยู่อาศัยให้ = 1,500,000 up
ค่าพาหนะ = 600,000 up
ค่าบำรุงรายเดือน = 50% ของ เงินเดือน up ไม่รวมค่าเสียเวลาและประสาท สียจากการแทรกแซง และการไร้คุณภาพเป็นพักๆของ ผลิตภัณฑ์
ซื้อแล้วห้ามเปลี่ยน ห้ามใช้ ผลิตภัณฑ์อื่นร่วม
ผลิตภัณฑ์มีอายุยืนยาว แต่คุณภาพเสื่อมทันทีที่ซื้อ
ผลิตภัณฑ์อาจเป็นสินค้ามือ สอง แต่จำหน่ายในราคาเต็ม
คุณไม่มีสิทธิ์ครอบครองผลิตภัณฑ์ แต่ผลิตภัณฑ์มีสิทธิ์ครอบครองคุณ และทุกสิ่งที่คุณเป็นเจ้าของ
ผลิตภัณฑ์เกิดแตกหน่อ รายได้ข้างต้นที่ว่ามาทั้งหมด ต้องหักออกอีก30% ของ รายได้...
 
"ภรยตามา ปรมา ทุกขา" การมีภรรยา มีทุกข์ อย่างยิ่ง
 
มีเมีย   เหมือนมือถือ      เป็นเหมือนสื่อคอยติดตาม
มีเมีย   เหมือนมียาม      คอยสอบถามยุ่มย่ามใจ
มีเมีย   เหมือนมีบ้าน      อยู่นานนานย่อมเบื่อได้
มีเมีย   เหมือนมอ'ไซค์    ซิ่งเร็วไปอาจเสี่ยงตาย
มีเมีย   เหมือนมีรถ        ราคาหดเวลาขาย
มี เมีย  เหมือนผีพราย     หากร่างกายไม่แต่งเติม
มีเมีย   เหมือนม้าห้อ       ควบไม่รอยามฮึกเหิม
มีเมีย   เหมือนบัตรเสริม  ต้องคอยเติมเงินเรื่อยไป
มีเมีย   เหมือนปีศาจ      ยามอาละวาดน่าตกใจ
มีเมีย   เหมือน มีไห       ปลาร้า....ใส่หลายร้อยปี
มีเมีย   เหมือนมีคอมพ์    ต้องคอยซ่อมบ่อยเหลือที่
มีเมีย   เหมือนปลากระดี่  ได้น้ำดีก็จากไป
มีเมีย   เหมือนดั่งเสือ      ขย้ำเหยื่อจะเหลือไร
มีเมีย   เหมือน กรรไกร   ตัดทีไรขาดทุกที
มีเมีย   ชอบจ่ายดะ         ซื้อไม่ละ..นะคุณ พี่
มีเมีย   ชอบเซ้าซี้           บ่นทุกทีที่เจอกัน
มีเมีย   ละเหี่ยใจ           แล้วทำไมชอบมีกัน
มีเมีย   ไม่สร้าง สรรค์      จำให้มั่นอย่ามีเมีย
May 22

เหตุผลที่เพลียในทุกเช้า และเพลียมากในช่วงเวลาทำงาน

ระยะนี้มีหนุ่มสาวไฟแรง ที่เคยเรียนดี

ทำงานเก่งมาปรึกษาหลายคน ด้วยอาการเพลียใจ ไม่ค่อยมีแรง ไม่สดชื่น เหมือนที่เรียกว่าขาดไฟนั่นแหละ

พวกนี้เรียนจบปริญญา ทำงานในบริษัทใหญ่ๆ มีชื่อเสียง ทุกคนทำงานแข่งขันกับเองและเพื่อนร่วมงาน และดูเหมือนน่าจะมีความสุข แต่ทำไมยิ่งทำไปๆ รู้สึกเพลียมากขึ้น

ผมสอบถามดูได้ความว่า เขารู้สึกว่าเขาทำงานหนัก มีประชุมบ่อย เวลาพักผ่อนน้อย บางคน จะมีแฟนก็ไม่มีเวลาให้แฟนเลย เลิกกันไปก็มี พวกที่หาแฟนไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาสหาแฟน

 
แต่ประโยคที่เขาพูดคล้ายๆ กันก็คือ

เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องมาทำงานหนักเช่นนี้ เงินเดือน แม้จะได้มากขึ้น แต่ก็ต้องเสียภาษีมากขึ้น ยิ่งทำมากแต่แลดูเหมือนได้เงินน้อยลง อนาคตก็ไม่เห็นจะร่ำรวย

เขาอยากทำงานเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ เช่น เกี่ยวกับการให้เช่าหรือขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะรวยกว่า และมีเงินเก็บได้มากกว่า แต่ก็ยังไม่พร้อมและขาดประสบการณ์

คนเหล่านี้เป็นพวกสมองไว คิดมาก และคิดซับซ้อน

ความเพลียเกิดจากความสับสนในตัวเอง เกิดความขัดแย้งในตัวเองว่าจะทำอะไรดีจะทำงานเก่าต่อไป หรือจะลาออกหางานใหม่

สมองฉลาดพอที่จะมีคำตอบว่าสิ่งใดดีกว่าแต่ตัวเองไม่พร้อมจะทำสิ่งนั้น ไม่กล้าลอง และไม่กล้าทิ้งงานเก่า

เขาจึงเกิดความขัดแย้ง(Conflict) ในใจตลอดมา

ความขัดแย้งที่มีอยู่ประจำ ทำให้ตัดสินใจยาก เกิดเป็นความเครียดสะสมมากขึ้น
เมื่อเกิดความเครียด เขาจะขาดสิ่งสำคัญ 3 อย่าง คือ

1) ขาดพลังงาน ทำให้รู้สึกเพลีย เหนื่อยง่าย และหน่ายชีวิต

2) ขาดความคิดสร้างสรรค์ คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่อยากคิด

3) ขาดความรักตัวเองและเพื่อนมนุษย์ ทำให้ขาดความกระชุ่มกระชวยขาดความกระตือรือร้น

นี่คือสาเหตุของความเพลียในทุกๆ เช้าที่ลืมตาขึ้นมา และเพลียมากขึ้นในช่วงเริ่มทำงานตอนกลางวัน พอเลิกงานก็เพลีย กลับบ้าน กินข้าว ดูทีวี แล้วก็นอน ทำจนเป็นกิจวัตรประจำวันที่จำเจ

บางคราวมีงานทำน้อย ก็รู้สึกเพลียและคิดว่าตัวเองไร้ค่า

ผมสอนให้เขายอมรับตัวเองว่า ขณะนี้เขาเป็นอะไร แค่ไหน
การเรียนรู้ทำให้ได้ ประสบการณ์

อุปสรรคทำให้เกิดความเข้มแข็งในอนาคต ทุกอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบันจะมีทั้งสิ่งดีและไม่ดี แต่ต้องรู้จักเลือกมองสิ่งดีให้มากขึ้น ไม่ใช่นั่งจ้องมองสิ่งไม่ดี-ไม่ชอบ ซ้ำๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความหน่าย และเบื่อหน่ายทุกอย่าง

สอนให้มองโลกในแง่ดีว่าต้องมีทางออกที่ดีๆ สอนให้มีอารมณ์ขัน อย่าไปจริงจังกับชีวิตมากนัก จะยิ่งเครียดมากขึ้น และให้ปรับตัวเข้าหาสภาพความเป็นจริง ให้ออกกำลังกาย มองโลกในแง่ดี รู้จักสร้างความหวัง และลดความคาดหวังที่มากๆ ลงเสีย

คนพวกนี้ผ่านชีวิตวัยเด็กที่ได้ทุกอย่างง่ายๆ และได้อย่างรวดเร็ว เช่น เรียนจบได้เร็ว พอเป็นวัยรุ่นก็สนุกกับชีวิต พอมาพบปัญหาของชีวิตจริงเข้า ก็ไม่อยากยอมรับ เริ่มมองเห็นทุกข์ การจะปรับตัวให้รับความจริง รู้จักตั้งความหวังและยอมรับให้ได้ว่า แม่จะทำเต็มที่แล้วก็อาจไม่ได้ดังใจนึก เป็นสิ่ง ที่เขาต้องเข้าใจ และทำใจยอมรับให้ได้
 
เขียนถึงตรงนี้แล้ว

นึกถึงบทกวีของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่เคยประพันธ์เอาไว้ว่า

ยามเยาว์เห็นโลกล้วน แสนสนุก
เป็นหนุ่มสาวก็แสนสุข ค่ำเช้า
กลางคนเริ่มเห็นทุกข์ สุขคู่ กันนอ
ตกแก่จึงรู้เค้า ว่าล้วน อนิจจัง


มนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้เอง ถ้ารู้ความจริงและยอมรับธรรมชาติของมนุษย์ได้ดังบทกวีข้างบนนี้ จะไม่ทุกข์มากนักหรอกครับ ไม่ต้องรอให้ตกตอนแก่แล้วจึงค่อยรู้เค้าว่า ทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอนหรอก

ใครรู้และยอมรับได้เร็ว ก็ทุกข์น้อยลง หายเพลียใจได้ทันที
May 17

แนวคิดที่น่าสนใจ

1. ความรัก คือการให้ และการให้ เป็นเหตุให้เป็นสุขยิ่งกว่าการรับ : มนุษย์เราเมื่อยังมีความเป็นเด็ก เราก็จะยังมี Self-Centeredness คือ ยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลางสูง ทำอะไรก็เพื่อตัวเอง บ้างเป็นเด็กจนตั้งแต่เกิดจนถึงวันสุดท้ายก็เพียง “เพื่อตัวเอง” ผมเคยได้เรียนรู้ว่า มีคุณสมบัติเด็กวัยคลาน (ไม่ใช่เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน) โดย 4 ข้อแรกประมาณว่า
       
       กฎข้อที่ 1 ของที่อยู่ในมือฉันเป็นของฉัน และเป็นของฉันตลอดไป
       
       กฎข้อที่ 2 ของที่เคยอยู่ในมือฉัน ซึ่งฉันเพิ่งวางไปเมื่อ 5 นาทีที่ผ่านมา ก็ยังเป็นของฉัน
       
       กฎข้อที่ 3 ของที่ไม่ได้อยู่ในมือฉัน แต่ฉันอยากได้ ก็เป็นของฉัน
       
       กฎข้อที่ 4 ของที่เคยอยู่ในมือฉัน แต่แตกเสียหายไปแล้ว ไม่ใช่ของฉันแล้ว
       
       การที่สังคมจะเจริญขึ้น ก็ต่อเมื่อ ทุกคนเติบโตขึ้น ลด Self-Centeredness คือยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง ตามหลักธรรมยิ่งใหญ่ 2 ประการคือ รักพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งสุดจิตสุดใจ และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
       
       ความรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ ทำให้รักษาความเชื่ออยู่เสมอว่า โลกเราถูกสร้างมาอย่างดี ชีวิตเราเกิดมาอย่างดี ทุกสิ่งที่เผชิญนั้น เรื่องดีก็เป็นพรกับเรา เรื่องไม่ดี ก็มักจะมีบทเรียนที่เป็นประโยชน์กับเรา สถานการณ์ขณะนี้ และอาจเลวร้ายกว่านี้
       หากเรายังคงเห็นแก่ตัว เห็นแก่อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ก็เป็นบทเรียนที่หากเราไม่เรียนรู้ร่วมกัน ก็คงต้องเผชิญความทุกข์ลำบากร่วมกัน จนกว่าเราจะเรียนรู้ที่จะยึดความรักสามัคคีกัน รักส่วนรวม และรักกันและกัน
       
       ความรักกันและกัน ทำให้ชีวิตมีคุณค่า และมีความสุขเมื่อได้รักกัน และได้ทำดีเพื่อกันและกัน หากสังคมลดความเห็นแก่ตัวลงได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ แต่รักกันและกัน เมื่อมีเงินก็มิได้เก็บไว้เพียงเพื่อตัวเอง แต่แบ่งบางส่วนจับจ่าย เป็นการ “ให้” กันและกัน
       
       ทั้งนี้ ผมไม่ได้เสนอให้มีเท่าไร จ่ายให้หมดเช่นกัน เรายังพึงเก็บออมตามความเหมาะสม เพื่ออนาคต เพื่อการศึกษาของลูกหลาน เพื่อเผื่อไว้ยามมีปัญหา ฯลฯ แต่เราควรรักษาการใช้จ่ายปกติ ลงทุนตามปกติ สังคมจึงปกติ
       
       และการให้เป็นเหตุให้เป็นสุขยิ่งกว่าการรับ เราซื้ออาหารรับประทานเอง ก็อาจมีความสุขระดับหนึ่ง แต่ซื้ออาหารให้ภรรยาสุดที่รัก ลูกรัก พ่อแม่ที่น่ารัก เราก็มีความสุขยิ่งกว่า เราทำหน้าที่บางอย่างของเราก็มีความสุขระดับหนึ่ง แต่เมื่อเราทำบางอย่างเพื่อเจ้านาย เพื่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อลูกน้อง เพื่อองค์กร เราก็มีความสุขยิ่งกว่า เราได้ทำอะไรเพื่อส่วนรวม เราก็มักจะมีความสุขแท้ลึกถึงจิตวิญญาณของเรา
       
       การทำงานสร้างคุณค่าอย่างสุจริตในระบบเศรษฐกิจ เป็นการให้คุณค่าแก่กันและกัน ก็นับเป็นการ “ให้”
       
       การจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการจากกันและกัน ก็นับเป็นการ “ให้”
       

       ทั้งการทำงาน และการจับจ่ายจึงน่าจะนำมาด้วยความสุขใจ เพราะเราได้ “ให้” แก่กันและกัน ยิ่งในสภาวะที่ผู้คนมีความสับสน กังวล หวาดกลัว ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว การที่เราแต่ละคนจะยื่นมือออก ยื่นน้ำใจให้แก่กัน เริ่มด้วยการให้กำลังใจกันและกัน ชวนกันให้มีจิตใจที่เป็นสุข และเข้มแข็งในทุกสถานการณ์ กล้าจับจ่ายตามสมควร (อย่างไม่เกินตัว และมีออมตามสมควร) ลงทุนตามสมควร ฯลฯ สังคมก็จะเจริญขึ้น สังคมก็เป็นสุข และเราเองก็เป็นสุข โดยเฉพาะสุขใจที่มีส่วนร่วม “ให้” สังคมเป็นสุข
       
       2. การมีสิ่งสารพัดมั่งคั่งบริบูรณ์ขึ้น ก็เพื่อให้มีแจกจ่ายอย่างใจกว้างขวาง : ซึ่งการจับจ่ายที่มีความหมาย ก็คือซื้อสินค้าและบริการกันและกัน เพราะเท่ากับเป็นการให้เป็นรางวัลแก่การสร้างคุณค่า และประโยชน์แก่กันและกัน มิใช่ให้อย่างไร้ประโยชน์
       
       เมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักกันและกัน รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง เข้าใจว่า ความรักคือการให้ การให้ย่อมเป็นเหตุให้เป็นสุขยิ่งกว่าการรับ การจับจ่ายปกติ จะช่วยกันและกันให้อย่างน้อยคงฐานะของเราไปตามปกติ ไม่ถดถอย เศรษฐกิจไทยของเราก็จะเติบโตยั่งยืนได้ และทุกคนเป็นสุขครับ
May 16

สวรรค์กลั่นแกล้งเป็นอย่างไร

1. วันที่เอาร่มมาฝนมักจะไม่ตก
2. วันที่ใส่กางเกงสีขาวฝนมักจะตก
3. เวลาใกล้จะกลับบ้าน มักจะมีงานเข้ามาอย่างเร่งด่วน
4. เวลามีโทรศัพท์มา มักจะมา 2เครื่อง พร้อมๆ กัน แล้วเวลาไม่มีก็เงียบสนิท ทั้งวัน <ไม่เข้าใจว่าทามไม คนมันต้องโทรมาพร้อมกานด้วย>
...
คิดมะออกใครนึกออกเขียนต่อด้วยเดี่ยวมา up ต่อนะ
May 09

เรื่องของแมลงสาบ

แมลงสาบ
ผลศึกษาซากฟอสซิลบ่งชี้ว่าแมลงสาบอยู่คู่โลกมาตั้งแต่ยุคหิน หรือประมาณ 350 ล้านปีมาแล้ว มันปรับตัวเองได้กับทุกสภาพแวดล้อม ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ยอมหายหน้าไปไหน เมืองร้อนมีแมลงสาบมากกว่าทุกแห่ง มันไม่เพียงส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ ยังบรรทุกเชื้อของโรคหลายชนิดมาสู่คน ท้องเดิน บิด ไทฟอยด์ อหิวาต์ อาหารเป็นพิษ โรคผิวหนัง และบางอย่างทำให้เกิดอาการแพ้ในระบบทางเดินหายใจ

เจ้าพวกนี้ลอกคราบปีละหลายครั้งเมื่อตัวโตคับเปลือก แล้วสร้างเปลือกใหม่แทนที่ เศษโปรตีนจากเปลือกเป็นสารก่อภูมิแพ้ นอกเหนือจากโปรตีนที่หลุดจากตัว ขา และอุจจาระของมัน 6 ขาแมลงสาบมีขนยุบยับไว้รับความรู้สึกสัมผัส หนวดยาวกวัดไกวดมกลิ่นและรับรู้ความเคลื่อนไหว ตรงส่วนท้ายของลำตัวมีขน 1 คู่ช่วยรับสัญญาณ
ว่ากันว่าแค่ลมหายใจเบาๆ มันก็รับรู้ได้แล้ว มิน่าเล่า ถึงรู้ตัวก่อนทุกทีเวลาเราย่องจะเข้าไปตี แมลงสาบวิ่งได้เร็ว 4.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แมลงสาบทนอดเก่งมาก แต่ละวันต้องการน้ำเพียง 1 หยด ถ้าอดน้ำยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 1 สัปดาห์ ส่วนอาหารกินได้แทบทุกอย่างรวมถึงเศษเล็บ เศษรังแค คราบน้ำมัน รอยเปรอะเปื้อนตามเสื้อผ้า ขนสัตว์ ซากสัตว์ ซากแมลงสาบด้วยกันเองมันก็กิน แม้อดจริงๆ มันยังอยู่ได้ตั้งเกือบเดือนในที่อุณหภูมิสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส อากาศร้อนชื้น มันทำรัง ออกไข่ และไปมาหาสู่บ้านเราจากที่มืดและเงียบอย่างห้องเก็บของ รางหรือท่อระบายน้ำ ใต้ถุนบ้าน

วิธีการกำจัดมีหลายทาง ตัดเสบียงอาหารของมัน กวาดถูบ้านหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะใต้โต๊ะอาหารและในครัวเพื่อกำจัดเศษอาหารที่อาจหล่นร่วงอยู่ อย่าเดินรับประทานเพราะเศษอาหารจะร่วงหล่นไปทั่วบ้าน เก็บอาหารทั้งสดและสำเร็จรูปในภาชนะปิดมิดชิด ปิดฝาถังขยะให้แน่นเสมอ ไม่ควรมีเศษอาหารเหลือตกค้างในถังขยะและที่ล้างจาน ล้างจานชามด้วยสบู่และน้ำอุ่นเพื่อขจัดคราบมันที่อาจติดอยู่ให้มันมาเลียกิน ทำความสะอาดจานอาหารของสัตว์เลี้ยงหลังอาหารทุกมื้อ เก็บกวาดใต้ตู้เย็น ใต้เตา ในตู้เก็บอาหารเสมอๆ

ตัดแหล่งน้ำ ซ่อมก๊อกน้ำที่รั่ว อย่ารดน้ำต้นไม้จนชุ่มโชก อย่าให้มีน้ำขังที่จานรองกระถาง ใส่น้ำยา Lysol ลงในน้ำของโถชักโครก มันจะได้มาดื่มน้ำนั้นไม่ได้ บ้านที่ชุมมากๆ อาจต้องใส่น้ำยาที่รางระบายน้ำนอกบ้านด้วย

ทำลายที่ซ่องสุม เก็บกวาดบริเวณรอบบ้านอย่าให้มีกองไม้ เศษวัสดุก่อสร้าง ของเหลือใช้ที่สุมๆ กันไว้ จัดการกับกองกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ โรยผง boric acid ไว้ตามซอกมุม ร่องรูต่างๆ ทั้งนอกและในบ้าน รอยแตกตามผนังต้องอุดซ่อมให้หมด เพราะมันสามารถบีบตัวลอดเข้ามาได้แม้ช่องเล็กแค่ 1.6 มิลลิเมตร อุดรูระบายของอ่างล้างจาน ท่อระบายน้ำต่างๆ ทุกคืน ทำห้องเก็บของ ห้องครัว ห้องใต้บันได ให้โปร่งและสะอาด

วิธีไล่แมลงสาบ เริ่มจากผสมผงบอแร็กซ์ 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ และผงโกโก้อีก 1 ช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน นำใส่ภาชนะแล้วไปวางไว้ใต้ตู้กับข้าว ใต้ตู้เย็น ฯลฯ ลองนำไปใช้ดู
May 08

Trip ที่มีรูปน้อยที่สุด

เช้าวันเสาร์ที่ 5 พค ที่ผ่านมา นัดกันไว้ 7.00 น ณ หน้าภาค เราก็มา 7.20 นิสๆ ยังสายอยู่แต่ไม่เท่าไรเพราะว่าเราว่าแผนออก 7.30 อยู่แล้ว แต่ยู้ของเรานี้สิ มาเอาประมาณ 9โมง ทั้งรถ รอมันอยู่คนเดี่ยว แล้วเราก็ออกเดินทางกันเวลา 9.00 น่านละ ก็รู้ๆ อยู่ ว่าในรถจะเป็นไง ก็เมาส์กันตั้งแต่ไปจนถึงสวนสัตว์ แต่ว่ากิ๊ก ไม่ได้รู้เรื่องไรเลย หลับอยู่ซะงั้น ก็เดินไปเรื่อยดูสัตว์ ถ่ายรูป ลิง ฮิบโป โน้นนี้นั้น จนแทยมะได้ถ่ายรูปกานเลย ก็ เดินจบแล้ว ออกมาไปหาไรกินกานดีก่า ส้มตำร้านแม่ประไพ หิวๆๆๆ มากๆๆๆ ก็ ก่าจะไปถึงหลงแล้วหลงอีก แต่ก็มาถึงจนได้ อิอิ กินกันจน อิ่มละครับพี่น้อง ก็นะรู้ๆ อยู่อีกละว่ากลุ่มนี้ถ้าเจอส้มตำนี้จะกินกันขนาดไหน (เราไม่ได้บอกให้ไปกินส้มตำกันนะ นัท กะยู้แนะนำ) ก็กินกันไม่เยอะหลอก 12 คน 1400 เหอๆ ตอนกินก็อร่อยดี แต่เวลาคิดเงินแล้วคิดถึงเมย์ไงก็ไม่รู้ กินกานเสร็จ พาเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเล่น tower shot ไปเล่น อันนี้ต้อง ถาม กิ๊ก ชะ ซู แนน นะว่า วิวสวยไหน ซูมันเล่น สองรอบเลยสงสัยวิวรอบแรกดูไม่อิ่ม(รึเป่าหว้า...no comment) พอจัดการให้เพื่อนๆ ดูวิวบน tower shot เสร็จแล้วก็ กะว่าจะไปถ่ายรูปแถวๆ ทะเลหน่อย เพราะว่าไม่ค่อยมีรูปกานเลย ก็ไป พอลงรถปุ๊ป ฝนตกปั๊ปเลย อดถ่าย แต่พอขึ้นรถฝนเสือกหยุดซะงั้นเลย แต่ก็ช่างมัน ขึ้เกียจแล้วด้วยน้ำทะเลก็เป็นสี โอวันติน ถ่ายไปก็ไม่สวยเค้าคงคิดว่าเรามาถ่ายคลองแง่มๆ เลยกลับกานดีก่า ...... ไปนอนบ้านปัดวันต่อมา....เดี่ยวค่อยเล่า...อิอิ
May 04

ความรู้สึกแตกต่างระหว่างเพื่อนกับแฟน

ข้อ 1 เพื่อนคือคนที่จริงใจกับเรา แต่แฟนบางทีเหมือนจาจริงใจแต่ก็ตอแหล

ข้อ 2 ถ้าเราเปงผู้ชายแฟนเราก็ต้องเปงผู้หญิง แต่เพื่อนจาเป็นหญิงหรือชายก็ได้

ข้อ 3 วันไหนไม่ได้คุยแฟนจาเป็นจาตาย ไม่ได้คุยกับเพื่อนก็แค่ขำๆ

ข้อ 4 เวลาเติมตังค์คนแรกที่นึกถึงก็คือแฟน แต่เพื่อนแค่ยิงหาก็โอเค

ข้อ 5 คุยกะแฟนแล้วเพื่อนโทรมาก็ไม่สนใจ แต่ถ้าคุยกะเพื่อนแล้วแฟนโทรมา "แค่นี้นะแม่เรียก"

ข้อ 6 แฟนคุยทีเป็นชั่วโมง เพื่อน 2-3 นาทีก็เกินพอ

ข้อ 7 เวลาจะไปเที่ยวไหนแฟนก็ชวนเป็นคนแรก ส่วนเพื่อนก็ทีหลัง

ข้อ 7 เจอหน้าเพื่อน "เซ็งว่ะ" เจอหน้าแฟน "ทามไมโลกมันช่างสดใสเหลือเกิน"

ข้อ 8 เพื่อนบอกอาไร "เอาร้อยหารก่อนแล้วกัน" แฟนบอก "จ้าที่รัก"
 
ข้อ 9 แฟน "เธอทามไมวันนี้ดูน่ารักกัน" เพื่อน "ทามไมวันนี้หน้าเมิงกวนจังว่ะ"

ข้อ 10 เวลาไม่มีตังค์ ยืมตังค์เพื่อน เวลามีตังค์ ไปดูแลแฟน

ข้อ 11 แฟนเวลาที่เขาได้เจอคนที่ดีกว่าเราเขาก็ไปหาคนนั้น แต่เพื่อนถึงคนที่ดีกว่าเราเขาก็ยังคงคบกับเราอยู่

ข้อ 12 นิสัยที่ไม่ดีของเรา แฟนบอกว่ารับไม่ได้ แต่เพื่อนบอกอย่าไปใส่ใจมันเลย เรื่องเล็กน้อย

ข้อ 13 เมื่อในวันเวลาที่ต้องแยกจากกัน แฟนอาจมองเราเป็นคนแปลกหน้า แต่สำหรับเพื่อนคุณไม่เคยแปลกหน้าเลย
 
ในวันนี้วันที่ใครหลายๆคนอย่างเช่น

+++ตัวผมนี้ต้องแยกจากเพื่อนๆกันแล้ว ต่างต้องแยกย้ายกันกันไปในทางของตัวเองทางที่แต่ละคนใฝ่ฝัน ถ้าให้พูดจากใจจริงนั้นผมไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาหลายปีที่เราได้รู้จักกันมา สร้างสรรค์สัมพันธ์ว่าเพื่อน

วันเวลาดีๆที่เราได้อยู่ด้วยกัน มีความสุข ความทุกข์ ความเศร้าร่วมกัน เวลานี้มันช่างดูสั้นเหลือเกิน เวลาที่เราอยู่ด้วยกันนั้นก็ไม่ค่อยจะคิดอะไร ไม่ค่อยได้ใส่ใจกันบ้าง แต่พอจะจากกันมันช่างเศร้าเหลือเกิน

ยิ่งเวลาดูรูปในซีดีรุ่นมันก็ยิ่งเศร้าเนอะ แต่ถึงแม้ว่าเราจาแยกจากกัน ระยะทางมันก็แยกได้เพียงแค่ร่างกายให้ไกลกันเท่านั้น แต่คำเพื่อนมันจะผูกมัดให้จิตใจของเราให้อยู่ด้วยกันตลอดไป
สนับสนุนโดย teenee จ้า
 

彡(◕‿◕✿)E v i L m i N d E d (✿◕‿◕)彡